ประจำเดือนไม่มา เกิดจากอะไร? เช็กตามระยะเวลา ตั้งแต่ 7 วันถึง 1 ปี
เผยแพร่: 14 สิงหาคม 2569 · ตรวจทานโดย ทีมแพทย์พักใจคลินิก · อ่าน 12 นาที
💗 สรุปสั้นๆ ก่อนอ่าน
- รอบเดือนปกติอยู่ที่ 21–35 วัน ถ้าเลยกำหนดไปเกิน 7 วัน ถือว่า “ขาด” แล้ว และควรเริ่มตรวจครรภ์
- ตรวจแล้วขึ้นขีดเดียว ไม่ได้แปลว่าไม่ท้องเสมอไป — ถ้าตรวจเร็วเกินไป ผลอาจยังไม่ขึ้น ควรตรวจซ้ำอีกครั้งใน 7 วัน
- ไม่ได้มีแค่การตั้งครรภ์ที่ทำให้ประจำเดือนหาย — ความเครียด น้ำหนักที่เปลี่ยนเร็ว ถุงน้ำรังไข่หลายใบ ไทรอยด์ และการหยุดยาคุม ก็ทำให้ขาดได้ทั้งนั้น
- ⚠️ “ยาขับเลือด” ไม่ช่วยให้ประจำเดือนมา และยุติการตั้งครรภ์ไม่ได้ — เป็นความเข้าใจผิดที่อันตรายที่สุดเรื่องหนึ่ง อ่านหัวข้อนี้ให้จบก่อนตัดสินใจซื้ออะไร
- ถ้าผลออกมาว่าท้อง และคุณยังไม่พร้อม — มีทางเลือกที่ปลอดภัย ถูกกฎหมาย และฟรี ตามสิทธิ สปสช. ไม่ต้องตัดสินใจคนเดียว ทักไลน์ @pakjaiclinic ได้ตลอด 24 ชม.
- บทความนี้เหมาะกับคนที่กำลังนับวันอยู่ ไม่ว่าจะขาดไป 7 วัน หรือหายไปเป็นปี
ก่อนอื่น — แบบไหนถึงเรียกว่า “ประจำเดือนไม่มา”
หลายคนเริ่มกังวลตั้งแต่ช้าไปวันสองวัน ซึ่งพักใจเข้าใจความรู้สึกนั้นดีค่ะ แต่ในทางการแพทย์ รอบเดือนของผู้หญิงไม่ได้เป๊ะเหมือนนาฬิกา และการคลาดเคลื่อนเล็กน้อยถือเป็นเรื่องปกติ
เกณฑ์ที่ใช้กันจริงมีดังนี้
| ระยะเวลา | เรียกว่าอะไร | ควรทำอะไร |
|---|---|---|
| ช้ากว่ากำหนด 1–5 วัน | ยังอยู่ในช่วงคลาดเคลื่อนปกติ | รออีกสักหน่อย สังเกตอาการ |
| ช้ากว่ากำหนดเกิน 7 วัน | ถือว่า “ขาด” 1 รอบ | เริ่มตรวจครรภ์ได้แล้ว |
| ไม่มาติดกัน 3 รอบขึ้นไป หรือหายไป 3–6 เดือน | ภาวะขาดประจำเดือน | ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ |
| อายุ 15 ปีแล้วยังไม่เคยมีประจำเดือนเลย | ภาวะไม่มีประจำเดือนตั้งแต่แรก | ควรพบแพทย์ |
รอบเดือนปกติ นับจากวันแรกที่ประจำเดือนมา ถึงวันแรกของรอบถัดไป อยู่ที่ 21–35 วัน และมีเลือดออกนาน 2–7 วัน ถ้ารอบของคุณอยู่ในช่วงนี้ แม้จะไม่เท่ากันทุกเดือน ก็ยังถือว่าปกติค่ะ
สิ่งที่อยากให้ทำก่อนอ่านต่อ คือ ลองเปิดสมุดจดหรือแอปบันทึกในมือถือ แล้วเขียนลงไปว่า วันแรกของประจำเดือนครั้งล่าสุดคือวันที่เท่าไหร่ ตัวเลขนี้สำคัญมาก ทั้งกับการอ่านบทความนี้ และกับการคุยกับคุณหมอในภายหลัง
ประจำเดือนไม่มา 7 วัน — เร็วไปไหมที่จะตรวจ?
ไม่เร็วเกินไปค่ะ 7 วันคือจุดที่เริ่มตรวจได้แล้ว และผลจะเริ่มเชื่อถือได้พอสมควร
ชุดตรวจครรภ์ทั่วไปทำงานโดยการวัดฮอร์โมนที่ร่างกายสร้างขึ้นหลังมีการฝังตัวของตัวอ่อน ฮอร์โมนตัวนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวทุกๆ 2–3 วันในช่วงแรก ดังนั้นยิ่งรอนาน ผลยิ่งชัด
ถ้าจะตรวจตอนนี้ ทำแบบนี้จะแม่นที่สุด
- ตรวจด้วย ปัสสาวะแรกของวันหลังตื่นนอน เพราะเข้มข้นที่สุด
- อ่านผลตามเวลาที่ระบุบนกล่อง ไม่อ่านเร็วเกินหรือทิ้งไว้นานเกิน
- ถ้าขึ้นขีดเดียวแต่ประจำเดือนยังไม่มา ให้ ตรวจซ้ำอีกครั้งในอีก 7 วัน
ถ้าไม่ได้มีเพศสัมพันธ์เลย โอกาสตั้งครรภ์แทบไม่มี ในกรณีนี้ให้ข้ามไปดูหัวข้อ “8 สาเหตุหลักที่ทำให้ประจำเดือนไม่มา” ด้านล่างได้เลย เพราะสาเหตุน่าจะมาจากเรื่องอื่น โดยเฉพาะ ความเครียดและการพักผ่อนไม่พอ ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในผู้หญิงวัยทำงาน
ประจำเดือนไม่มา 2 อาทิตย์ — ถึงเวลาตรวจให้ชัด
สองอาทิตย์คือจุดที่ชุดตรวจครรภ์ให้ผลแม่นยำสูงมากแล้ว ถ้ายังไม่ได้ตรวจ พักใจแนะนำว่าควรตรวจในช่วงนี้ค่ะ
(หลายคนเรียกว่า “เมนส์ไม่มา 2 อาทิตย์” — หมายถึงเรื่องเดียวกันค่ะ)
ถ้าผลขึ้นสองขีด — ถือว่าตั้งครรภ์ ขั้นตอนถัดไปคือนับอายุครรภ์ให้ได้ก่อน เพราะอายุครรภ์เป็นตัวกำหนดทางเลือกทั้งหมดที่จะตามมา ไม่ว่าคุณจะตัดสินใจอย่างไร
ถ้าผลขึ้นขีดเดียว — ยังตัดความเป็นไปได้ทิ้งไม่ได้ทั้งหมด สาเหตุที่พบบ่อยคือ
- ตรวจเร็วเกินไปเมื่อเทียบกับวันที่ไข่ตกจริง โดยเฉพาะคนที่รอบเดือนยาวกว่า 30 วัน
- ใช้ปัสสาวะที่เจือจาง เช่น ดื่มน้ำมากก่อนตรวจ
- ชุดตรวจหมดอายุหรือเก็บในที่ร้อน
สิ่งที่อยากเน้น คือ ในช่วงนี้ความเครียดจากการรอคอยเองก็ทำให้ประจำเดือนเลื่อนออกไปอีกได้ กลายเป็นวงจรที่ยิ่งกังวลยิ่งไม่มา ถ้ารู้สึกว่าเริ่มวนอยู่ในหัวจนนอนไม่หลับ ทักมาคุยกับพักใจได้นะคะ ไม่ต้องรอให้แน่ใจก่อนถึงจะทัก
ประจำเดือนไม่มา 1 เดือน — ท้องไหม? แล้วถ้าไม่ท้องล่ะ
นี่คือช่วงที่คนค้นหามากที่สุด และเป็นช่วงที่ความกังวลสูงที่สุดด้วย
ถ้าตรวจแล้วขึ้นสองขีด
ยินดีที่คุณได้คำตอบแล้วค่ะ ไม่ว่าคำตอบนั้นจะเป็นข่าวดีหรือข่าวที่หนักใจ สิ่งที่ต้องทำต่อคือนับอายุครรภ์ เพราะอายุครรภ์ ณ วันนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าคุณมีทางเลือกอะไรบ้าง และมีเวลาเท่าไหร่ในการตัดสินใจ
ถ้าประจำเดือนขาดไป 1 เดือน อายุครรภ์ของคุณมักจะอยู่ราว 6–8 สัปดาห์ ซึ่งยังอยู่ในช่วงที่มีทางเลือกครบทุกทางค่ะ
ประจำเดือนไม่มา 1 เดือน ตรวจแล้วไม่ท้อง — เกิดจากอะไรได้บ้าง
ถ้าตรวจซ้ำแล้วยังขึ้นขีดเดียวทั้งสองครั้ง กรณีนี้มีโอกาสสูงว่าไม่ได้ตั้งครรภ์ และสาเหตุมาจากเรื่องอื่น สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในผู้หญิงวัย 20–35 ปีเรียงตามลำดับคือ
- ความเครียดสะสม — งาน การเรียน ความสัมพันธ์ หรือแม้แต่ความเครียดจากการกลัวว่าจะท้องเอง
- นอนดึกหรือนอนไม่พอต่อเนื่อง — โดยเฉพาะคนที่เปลี่ยนกะทำงาน
- น้ำหนักเปลี่ยนเร็ว — ทั้งลดลงและเพิ่มขึ้นเกิน 5–10% ของน้ำหนักตัวภายในไม่กี่เดือน
- เพิ่งหยุดยาคุมกำเนิด — รอบเดือนมักใช้เวลา 1–3 เดือนกว่าจะกลับมาเป็นปกติ
- ถุงน้ำรังไข่หลายใบ — มักมาพร้อมสิว ขนดก หรือน้ำหนักขึ้นง่าย
- ไทรอยด์ทำงานผิดปกติ — ทั้งทำงานมากไปและน้อยไป
ประจำเดือนไม่มา 2 เดือน ตรวจแล้วไม่ท้อง แต่พุงใหญ่ขึ้น
นี่เป็นคำถามที่คนค้นหากันมากจนน่าตกใจ และเป็นคำถามที่พักใจอยากตอบให้ละเอียดที่สุด เพราะความกังวลมันหนักจริง
เมื่อขาดไป 2 เดือนแล้วตรวจยังขึ้นขีดเดียว โอกาสตั้งครรภ์ถือว่าต่ำมาก เพราะที่ระยะนี้ระดับฮอร์โมนจะสูงพอที่ชุดตรวจทั่วไปจับได้แน่นอนแล้ว ถ้าตรวจซ้ำ 2 ครั้งห่างกัน 1 สัปดาห์แล้วยังขีดเดียวทั้งคู่ ให้มองหาสาเหตุอื่นได้เลยค่ะ
แล้วพุงที่ใหญ่ขึ้นล่ะ มาจากอะไร?
- ท้องอืดจากฮอร์โมนที่แปรปรวน — พบบ่อยที่สุด และมักยุบลงเองเมื่อรอบเดือนกลับมา
- ถุงน้ำรังไข่หลายใบ — ทำให้ทั้งประจำเดือนขาดและน้ำหนักขึ้นง่ายพร้อมกัน จึงมักเจอสองอาการนี้คู่กัน
- เนื้องอกมดลูกหรือถุงน้ำรังไข่ — ถ้าก้อนโตพอจะทำให้รู้สึกว่าท้องขยาย
- น้ำหนักขึ้นจริงจากพฤติกรรม — ซึ่งเองก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ประจำเดือนขาดได้ด้วย
- ท้องผูกเรื้อรัง — ทำให้ท้องดูป่องโดยไม่เกี่ยวกับมดลูก
สิ่งที่พักใจแนะนำในกรณีนี้คือไปอัลตราซาวด์ค่ะ เพราะการอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนล่างจะตอบได้ในครั้งเดียวว่ามีถุงน้ำ มีเนื้องอก หรือมีการตั้งครรภ์หรือไม่ ราคาไม่แพงอย่างที่คิด และใช้เวลาไม่นาน เป็นการจ่ายเพื่อหยุดความกังวลที่คุ้มค่ามาก
ประจำเดือนไม่มา 3 เดือนขึ้นไป — ถึงเวลาหาสาเหตุจริงจัง
เมื่อประจำเดือนหายไปติดกัน 3 รอบขึ้นไป ในทางการแพทย์เรียกว่า ภาวะขาดประจำเดือน ซึ่งไม่ใช่โรค แต่เป็น “อาการ” ที่บอกว่ามีบางอย่างในร่างกายกำลังไม่สมดุล
ทำไมถึงไม่ควรปล่อยไว้ — เพราะประจำเดือนคือสัญญาณสะท้อนระบบฮอร์โมนของทั้งร่างกาย การขาดต่อเนื่องนานๆ อาจส่งผลต่อมวลกระดูกและภาวะเจริญพันธุ์ในระยะยาว การไปตรวจไม่ใช่เรื่องใหญ่โต แต่ช่วยให้รู้สาเหตุและแก้ได้ตรงจุด
สาเหตุที่พบบ่อยเมื่อขาดถึง 3 เดือน
- ถุงน้ำรังไข่หลายใบ — สาเหตุอันดับต้นๆ ในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์
- ไทรอยด์ทำงานผิดปกติ — ตรวจได้ง่ายด้วยการเจาะเลือด
- น้ำหนักตัวต่ำเกินไปหรือไขมันในร่างกายน้อยเกินไป — พบในคนที่ลดน้ำหนักหนักหรือออกกำลังกายหนักมาก
- ความเครียดเรื้อรัง — ที่ส่งผลถึงสมองส่วนที่ควบคุมฮอร์โมน
- ฮอร์โมนโปรแลกตินสูงผิดปกติ
- ภาวะรังไข่หยุดทำงานก่อนวัย — พบได้ในผู้หญิงอายุน้อยกว่า 40 ปี
การตรวจที่คุณหมอมักทำ คือเจาะเลือดดูฮอร์โมน (ไทรอยด์ โปรแลกติน ฮอร์โมนเพศ) ร่วมกับอัลตราซาวด์ดูรังไข่และมดลูก ทั้งสองอย่างไม่เจ็บและใช้เวลาไม่นานค่ะ
ประจำเดือนไม่มา 1 ปี หรือ 2 ปี — ต้องตรวจละเอียดแล้ว
ถ้าหายไปนานเป็นปี ไม่ควรรอต่ออีกแล้วนะคะ ระยะนี้มักมีสาเหตุที่ชัดเจนซึ่งต้องได้รับการดูแล เช่น ภาวะรังไข่หยุดทำงานก่อนวัย ความผิดปกติของต่อมใต้สมอง หรือพังผืดในโพรงมดลูกที่เกิดหลังการขูดมดลูกหรือการติดเชื้อ
ในผู้หญิงอายุ 45 ปีขึ้นไป การที่ประจำเดือนค่อยๆ ห่างออกจนหายไปอาจเป็นการเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนตามธรรมชาติ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่ก็ยังควรได้รับการยืนยันจากแพทย์อยู่ดี
ในผู้หญิงอายุต่ำกว่า 40 ปี การขาดประจำเดือนนานเป็นปีถือเป็นเรื่องที่ควรตรวจหาสาเหตุเสมอค่ะ
เช็กจากอาการร่วม — คุณกำลังเจอแบบไหน
บางครั้งการดูแค่จำนวนวันยังไม่พอ อาการที่เกิดร่วมกันช่วยบอกทิศทางได้เยอะ
“ประจำเดือนมาไม่ปกติ” กับ “ประจำเดือนไม่มา” ต่างกันยังไง
สองคำนี้คนใช้ปนกันบ่อย แต่ในทางการแพทย์หมายถึงคนละอย่าง และมีความสำคัญต่างกันค่ะ
ประจำเดือนมาไม่ปกติ คือยังมาอยู่ แต่รูปแบบเปลี่ยนไป เช่น
- รอบห่างเกิน 35 วัน — มาช้ากว่าที่ควร แต่ยังมา
- รอบสั้นกว่า 21 วัน — มาถี่เกินไป เดือนละสองครั้ง
- ปริมาณเปลี่ยนไปมาก — จากที่เคยมา 3 วันเหลือวันเดียว หรือจากปกติกลายเป็นมามากจนต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุกชั่วโมง
- รอบไม่คงที่เลย — เดือนนี้ 24 วัน เดือนหน้า 40 วัน สลับไปมา
ประจำเดือนไม่มา คือขาดไปทั้งรอบ ไม่มาเลย
ทำไมถึงต้องแยก — เพราะสาเหตุต่างกัน การที่ประจำเดือนมาไม่ปกติมักสะท้อนว่าฮอร์โมนแกว่ง แต่ระบบยังทำงานอยู่ ส่วนการขาดหายไปเลยแปลว่าระบบหยุดทำงานชั่วคราว ซึ่งมักมีสาเหตุที่ชัดเจนกว่าและต้องหาให้เจอ
สิ่งที่ทั้งสองแบบมีเหมือนกัน คือถ้าเป็นต่อเนื่องเกิน 3 เดือน ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการอื่นร่วม เช่น สิวที่รักษาไม่หาย ขนขึ้นผิดปกติ น้ำหนักเปลี่ยนโดยไม่ตั้งใจ หรืออ่อนเพลียเรื้อรัง
8 สาเหตุหลักที่ทำให้ประจำเดือนไม่มา
เมื่อดูตามระยะเวลาและอาการร่วมแล้ว มาดูสาเหตุแบบรวบยอดอีกครั้ง
1. การตั้งครรภ์
สาเหตุอันดับหนึ่งเสมอในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ที่มีเพศสัมพันธ์ ต้องตัดข้อนี้ออกให้ได้ก่อนจึงจะไปหาสาเหตุอื่น
2. ความเครียด
เมื่อร่างกายเครียดต่อเนื่อง สมองส่วนที่ควบคุมฮอร์โมนเพศจะลดการทำงานลง เป็นกลไกป้องกันตัวตามธรรมชาติ ผลคือไข่ไม่ตกและประจำเดือนไม่มา นี่คือสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในผู้หญิงวัยทำงาน และมักแก้ได้ด้วยการปรับการพักผ่อน
3. น้ำหนักที่เปลี่ยนแปลงเร็ว
ทั้งการลดและการเพิ่มน้ำหนักอย่างรวดเร็วส่งผลต่อฮอร์โมนโดยตรง โดยเฉพาะเมื่อไขมันในร่างกายต่ำกว่าเกณฑ์มาก ร่างกายจะหยุดระบบสืบพันธุ์ชั่วคราวเพราะมองว่าไม่ใช่ช่วงที่เหมาะจะตั้งครรภ์
4. ถุงน้ำรังไข่หลายใบ
ภาวะที่พบได้ราว 1 ใน 10 ของผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ มักมาพร้อมอาการอื่นที่สังเกตได้ เช่น สิวที่รักษายาก ขนขึ้นในบริเวณที่ไม่ควรมี น้ำหนักขึ้นง่าย และรอบเดือนที่ห่างออกเรื่อยๆ ตรวจได้ด้วยการเจาะเลือดร่วมกับอัลตราซาวด์
5. ไทรอยด์ทำงานผิดปกติ
ต่อมไทรอยด์ควบคุมการเผาผลาญของทั้งร่างกาย เมื่อทำงานมากหรือน้อยเกินไปจะกระทบรอบเดือนทันที มักมาพร้อมอาการอ่อนเพลีย น้ำหนักเปลี่ยนโดยไม่ตั้งใจ ใจสั่น หรือขี้หนาวขี้ร้อนผิดปกติ ตรวจได้ด้วยการเจาะเลือดอย่างเดียว
6. ออกกำลังกายหนักเกินไป
พบในนักกีฬาและคนที่ออกกำลังกายหนักมากโดยกินไม่พอชดเชย ร่างกายจะลดการทำงานของระบบสืบพันธุ์ลง
7. ยาคุมกำเนิดและยาบางชนิด
ยาคุมชนิดฮอร์โมนเดี่ยว ยาฝัง และยาฉีดคุมกำเนิด ทำให้ประจำเดือนน้อยลงหรือหายไปได้ ซึ่งถือเป็นผลข้างเคียงปกติของยา ส่วน การหยุดยาคุม ก็ทำให้รอบเดือนใช้เวลา 1–3 เดือนกว่าจะกลับมาเป็นปกติ นอกจากนี้ยาแก้แพ้ ยาลดความดัน ยาทางจิตเวช และยาเคมีบำบัดบางตัวก็ส่งผลได้
8. ความผิดปกติของมดลูกและโพรงมดลูก
เช่น พังผืดในโพรงมดลูกที่เกิดหลังการขูดมดลูกหรือการติดเชื้อ ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกไม่สามารถหลุดลอกได้ตามปกติ กรณีนี้ต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์
ทำยังไงให้รอบเดือนกลับมาปกติ — สิ่งที่ทำได้เองที่บ้าน
ถ้าตรวจแล้วไม่ได้ตั้งครรภ์ และยังไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องพบแพทย์ มีหลายอย่างที่คุณทำได้เองก่อน และหลายคนพบว่ารอบเดือนกลับมาเองภายใน 1–2 เดือนค่ะ
นอนให้พอ และนอนให้เป็นเวลา
ข้อนี้สำคัญกว่าที่หลายคนคิด เพราะฮอร์โมนเพศถูกควบคุมโดยสมองส่วนที่ทำงานสัมพันธ์กับนาฬิกาชีวภาพโดยตรง การนอนดึกสลับไปมาหรือนอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ส่งผลต่อรอบเดือนได้ชัดเจน ลองตั้งเป้าเข้านอนเวลาเดิมทุกวันสัก 2 สัปดาห์ แล้วสังเกตดูค่ะ
กินให้พอ อย่าอดเพื่อลดน้ำหนัก
การกินน้อยเกินไปหรือตัดไขมันออกจากอาหารทั้งหมด ทำให้ร่างกายขาดวัตถุดิบในการสร้างฮอร์โมน ไขมันดีจากปลา ไข่ ถั่ว และน้ำมันมะกอกจำเป็นต่อการสร้างฮอร์โมนเพศ ไม่ใช่ศัตรูอย่างที่เข้าใจกัน
ดูแลธาตุเหล็กและวิตามิน
ผู้หญิงไทยจำนวนมากมีภาวะเหล็กต่ำโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเกี่ยวข้องกับรอบเดือนที่ผิดปกติ อาหารที่ช่วยได้คือ ตับ เนื้อแดง ผักใบเขียวเข้ม และถั่ว โดยกินคู่กับผลไม้รสเปรี้ยวจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ดีขึ้น
ออกกำลังกายแต่พอดี
ขยับร่างกายสม่ำเสมอช่วยเรื่องฮอร์โมน แต่การออกกำลังกายหนักเกินไปโดยกินไม่พอชดเชยกลับให้ผลตรงข้าม ระดับที่พอดีคือหนักปานกลางราว 150 นาทีต่อสัปดาห์ เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน
จัดการความเครียดอย่างจริงจัง
ข้อนี้พูดง่ายแต่ทำยากที่สุด และเป็นข้อที่สำคัญที่สุดพร้อมกัน ไม่จำเป็นต้องนั่งสมาธิเป็นชั่วโมง แค่หาช่วงเวลาสั้นๆ ในแต่ละวันที่ไม่ต้องคิดเรื่องงาน เดินเล่น ฟังเพลง หรือคุยกับคนที่สบายใจด้วย ก็ช่วยได้จริงค่ะ
⚠️ “ยาขับเลือด” ช่วยให้ประจำเดือนมาจริงไหม
พักใจอยากใช้พื้นที่ตรงนี้พูดให้ชัด เพราะเป็นความเข้าใจผิดที่พบบ่อยมากและอันตรายที่สุดเรื่องหนึ่ง
คำตอบสั้นๆ คือ ไม่ค่ะ
“ยาขับเลือด” ที่ขายกันตามอินเทอร์เน็ตหรือร้านค้าออนไลน์ ส่วนใหญ่เป็นยาสมุนไพรหรือยาสตรีที่ ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ว่าทำให้ประจำเดือนมาได้จริง และที่สำคัญกว่านั้นคือ
- ยุติการตั้งครรภ์ไม่ได้ — ถ้าคุณตั้งครรภ์อยู่จริง การกินยาเหล่านี้จะไม่ทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุด แต่จะทำให้เสียเวลาไปเปล่าๆ ซึ่งเวลาคือสิ่งที่มีค่าที่สุดเมื่อต้องตัดสินใจเรื่องนี้
- อาจเป็นอันตรายต่อตับและไต — เพราะส่วนผสมและปริมาณตัวยาไม่ชัดเจน บางสูตรมีการปนเปื้อนของสารที่ไม่ควรอยู่ในยา
- ทำให้เลือดออกโดยหาสาเหตุไม่ได้ — ซึ่งอาจทำให้เข้าใจผิดว่าประจำเดือนมาแล้ว ทั้งที่จริงยังตั้งครรภ์อยู่ และทำให้อายุครรภ์เดินหน้าต่อไปโดยที่คุณไม่รู้ตัว
ถ้าคุณกำลังคิดจะซื้อยาขับเลือดเพราะกลัวว่าจะท้อง พักใจอยากให้หยุดไว้ก่อนแล้วทำสองอย่างนี้แทนค่ะ — ตรวจครรภ์ให้รู้ผลชัดๆ ก่อน แล้ว ทักมาคุยกับพักใจ เราจะบอกทางเลือกที่มีอยู่จริงตามผลที่ออกมา โดยไม่ตัดสินและไม่กดดันคุณเลย
ถ้าผลออกมาว่าท้องและคุณไม่พร้อม มีวิธีที่ปลอดภัย ถูกกฎหมาย และฟรี อยู่จริง ไม่จำเป็นต้องไปเสี่ยงกับยาที่ไม่รู้ที่มาเลยค่ะ
วิธีตรวจให้ชัวร์ว่าตั้งครรภ์หรือไม่
| วิธี | ตรวจได้เมื่อไหร่ | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ชุดตรวจปัสสาวะ | ตั้งแต่ประจำเดือนขาด 7 วัน | ใช้ปัสสาวะแรกของวัน แม่นยำสูงเมื่อขาดครบ 1–2 สัปดาห์ |
| ตรวจเลือด | เร็วกว่าปัสสาวะราว 3–5 วัน | แม่นยำที่สุด บอกระดับฮอร์โมนเป็นตัวเลขได้ |
| อัลตราซาวด์ | ตั้งแต่อายุครรภ์ราว 5–6 สัปดาห์ | ยืนยันตำแหน่งและอายุครรภ์ ตรวจถุงน้ำหรือเนื้องอกได้ด้วย |
ข้อควรรู้ — ถ้าตรวจปัสสาวะแล้วขึ้นสองขีด ถือว่ายืนยันได้เลยว่าตั้งครรภ์ เพราะผลบวกลวงพบได้น้อยมาก แต่ถ้าขึ้นขีดเดียวทั้งที่ประจำเดือนขาดไปนาน ควรตรวจซ้ำหรือไปตรวจเลือดเพื่อความชัดเจน
⚠️ อาการแบบไหนที่ต้องรีบไปพบแพทย์
ไม่ต้องรอให้ครบ 3 เดือน ถ้ามีอาการเหล่านี้ให้ไปพบแพทย์ทันทีค่ะ
- ปวดท้องน้อยข้างใดข้างหนึ่งรุนแรงและปวดมากขึ้นเรื่อยๆ — โดยเฉพาะเมื่อมีประจำเดือนขาดร่วมด้วย
- มีเลือดออกทางช่องคลอดมากผิดปกติ จนต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุกชั่วโมง
- หน้ามืด เวียนหัว จะเป็นลม ร่วมกับปวดท้อง
- ปวดร้าวขึ้นไปที่ไหล่ — เป็นสัญญาณเฉพาะของภาวะเลือดออกในช่องท้อง
- มีไข้ร่วมกับตกขาวมีกลิ่นผิดปกติ
- ประจำเดือนขาดพร้อมกับมีน้ำนมไหลออกจากเต้านม ทั้งที่ไม่ได้ให้นมบุตร
ระหว่างที่รอคำตอบ — ดูแลใจตัวเองด้วยนะคะ 💗
พักใจรู้ว่าช่วงเวลาที่รอผลตรวจหรือรอให้ประจำเดือนมา เป็นช่วงที่ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลย บางคนนอนไม่หลับ บางคนคิดวนอยู่แบบนั้นทั้งคืน โดยเฉพาะตอนดึกที่ไม่มีใครให้คุยด้วย
ความรู้สึกกลัวและกังวลของคุณหนักแน่นและมีน้ำหนักค่ะ ไม่ใช่เรื่องที่คุณคิดไปเอง และไม่ใช่เรื่องที่ต้องรู้สึกผิดที่รู้สึกแบบนี้
สิ่งเล็กๆ ที่พอทำได้ระหว่างรอ
- จดวันที่ไว้ ทั้งวันแรกของประจำเดือนครั้งล่าสุด วันที่มีเพศสัมพันธ์ และวันที่ตรวจ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยคุณหมอได้มาก และช่วยให้คุณเลิกคิดวนซ้ำเพราะมีที่จดแล้ว
- ตั้งวันตรวจซ้ำไว้เลย แทนที่จะตรวจทุกวันจนเครียด ให้กำหนดไปเลยว่าจะตรวจอีกครั้งวันไหน
- อย่าค้นข้อมูลตอนตีสอง การอ่านข้อมูลตอนดึกมักทำให้กังวลมากกว่าเดิม
- บอกใครสักคนที่ไว้ใจได้ ไม่ต้องแบกไว้คนเดียว
- ถ้ารู้สึกว่ารับมือไม่ไหว สายด่วนสุขภาพจิต 1323 เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
และถ้าอยากคุยกับคนที่เข้าใจเรื่องนี้โดยเฉพาะ ทักไลน์ @pakjaiclinic มาได้ตลอดเวลานะคะ ไม่ต้องรอให้แน่ใจก่อน ไม่ต้องเตรียมคำถามมาก่อน มาคุยเฉยๆ ก็ได้ค่ะ
ถ้าผลออกมาว่าท้อง และคุณยังไม่พร้อม
บทความส่วนใหญ่ในอินเทอร์เน็ตจบลงตรงที่ “ควรไปพบแพทย์” แต่พักใจอยากพูดต่ออีกนิด เพราะรู้ว่าสำหรับหลายคน คำถามที่แท้จริงไม่ใช่ “ท้องหรือเปล่า” แต่คือ “ถ้าท้องจริง แล้วยังไม่พร้อม จะทำยังไงต่อ”
สิ่งที่อยากให้รู้ก่อนอย่างแรกคือ คุณมีทางเลือก และทุกทางเลือกนั้นถูกกฎหมาย
ประเทศไทยแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 301–305 เมื่อ พ.ศ. 2564 และ 2565 ทำให้ปัจจุบัน
และค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ครอบคลุมด้วยสิทธิ สปสช. ซึ่งหมายความว่าสำหรับผู้หญิงไทยจำนวนมาก บริการนี้ ฟรี โดยไม่ต้องมีผู้ปกครองเซ็นยินยอมหากบรรลุนิติภาวะแล้ว และข้อมูลของคุณจะถูกเก็บเป็นความลับเสมอ
พักใจคลินิกให้บริการอะไรบ้าง
- ปรึกษาทางเลือกฟรี ผ่านไลน์ @pakjaiclinic ตลอด 24 ชั่วโมง — ไม่ตัดสิน ไม่กดดัน
- ช่วยนับอายุครรภ์และประเมินว่าคุณมีทางเลือกอะไรบ้าง
- บริการปรึกษาออนไลน์กับแพทย์ และส่งยาถึงบ้านแบบไม่ระบุชื่อคลินิกบนกล่อง
- ส่งต่อไปยังสถานพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนใกล้บ้านคุณ หากจำเป็น
ถ้ายังไม่พร้อมคุยกับคลินิก สายด่วนท้องไม่พร้อม 1663 เปิดทุกวัน เวลา 9.00–21.00 น. ฟรีและเป็นความลับเช่นกันค่ะ
และถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้วยังไม่รู้ว่าอยากทำอะไร ก็ไม่เป็นไรเลยค่ะ การยังไม่ตัดสินใจก็เป็นสถานะที่ยอมรับได้ พักใจอยู่ตรงนี้ เคียงข้างทุกการตัดสินใจ ของคุณ ไม่ว่าคุณจะเลือกทางไหน
คำถามที่พบบ่อย
ประจำเดือนไม่มากี่วันถึงเรียกว่าท้อง?
การขาดประจำเดือนเพียงอย่างเดียวยังบอกไม่ได้ว่าตั้งครรภ์ค่ะ ต้องยืนยันด้วยการตรวจเท่านั้น แต่ถ้าขาดเกิน 7 วันและเคยมีเพศสัมพันธ์ ควรตรวจครรภ์ทันที
ตรวจแล้วขึ้นขีดเดียว แต่ประจำเดือนยังไม่มา ควรทำยังไง?
ตรวจซ้ำอีกครั้งในอีก 7 วัน โดยใช้ปัสสาวะแรกของวัน ถ้ายังขึ้นขีดเดียวทั้งสองครั้ง โอกาสตั้งครรภ์ถือว่าต่ำมาก ให้มองหาสาเหตุอื่นแทน และถ้าขาดไปครบ 3 เดือนควรพบแพทย์
เมนส์ไม่มา 1 เดือน แต่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์เลย ผิดปกติไหม?
ในกรณีนี้โอกาสตั้งครรภ์แทบไม่มีค่ะ สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือความเครียดและการพักผ่อนไม่พอ ซึ่งมักกลับมาเป็นปกติเองเมื่อได้พัก แต่ถ้าขาดต่อเนื่องเกิน 3 เดือนควรไปตรวจหาสาเหตุ
เครียดมากทำให้ประจำเดือนไม่มาได้จริงหรือ?
ได้จริงค่ะ และเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะความเครียดส่งผลโดยตรงต่อสมองส่วนที่สั่งการฮอร์โมนเพศ ทำให้ไข่ไม่ตกและประจำเดือนไม่มาตามมา
กินยาอะไรให้ประจำเดือนมาได้บ้าง?
ไม่แนะนำให้ซื้อยามากินเองทุกกรณีค่ะ ยาที่ทำให้ประจำเดือนมาได้จริงเป็นยาฮอร์โมนที่ต้องสั่งโดยแพทย์ และต้องตัดการตั้งครรภ์ออกไปก่อนเสมอ ส่วน “ยาขับเลือด” หรือยาสตรีที่ขายตามอินเทอร์เน็ตไม่มีหลักฐานว่าได้ผล และอาจเป็นอันตราย
ประจำเดือนไม่มา 2 เดือน แต่ตรวจไม่ขึ้น และรู้สึกพุงใหญ่ขึ้น เกิดจากอะไร?
ที่พบบ่อยที่สุดคือท้องอืดจากฮอร์โมนแปรปรวน รองลงมาคือถุงน้ำรังไข่หลายใบ เนื้องอกมดลูก หรือน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจริง แนะนำให้ไปอัลตราซาวด์เพื่อดูให้ชัดในครั้งเดียวค่ะ
หยุดยาคุมแล้วประจำเดือนไม่มา ปกติไหม?
ปกติค่ะ รอบเดือนมักใช้เวลา 1–3 เดือนกว่าจะกลับมาสม่ำเสมอ แต่ถ้าเกิน 3 เดือนแล้วยังไม่มา ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ
ถ้าตรวจแล้วท้องจริง แต่ยังไม่พร้อม ต้องเสียเงินเท่าไหร่?
ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ครอบคลุมด้วยสิทธิ สปสช. ทำให้สำหรับผู้หญิงไทยจำนวนมากบริการนี้ฟรีค่ะ ทักไลน์ @pakjaiclinic มาได้ พักใจจะช่วยเช็กสิทธิและบอกขั้นตอนให้ทั้งหมด โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการปรึกษา
ปรึกษาฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง — ไม่ตัดสิน ไม่กดดัน เก็บเป็นความลับเสมอ
📚 อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
หมายเหตุทางการแพทย์: บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่การวินิจฉัย ภาวะประจำเดือนไม่มาทุกกรณีต้องได้รับการประเมินจากแพทย์ก่อนเสมอ ห้ามใช้ยาเอง ห้ามรับบริการจากผู้ที่ไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์ที่ขึ้นทะเบียน หากมีคำถามหรือสงสัยอาการ ปรึกษาทีมพักใจคลินิกผ่านไลน์ @pakjaiclinic ได้ตลอด 24 ชม. ข้อมูลอ้างอิงจากองค์การอนามัยโลก (WHO), ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย และประมวลกฎหมายอาญา ม.301-305 ฉบับแก้ไข พ.ศ. 2564 และ 2565




