ยาคุมฉุกเฉิน

เผยแพร่: 8 มิถุนายน 2569 · ตรวจทานโดย ทีมพักใจคลินิก · อ่าน 8 นาที

💗 สรุปสั้นๆ ก่อนอ่าน

  • ยาคุมฉุกเฉินที่ใช้ในไทยคือตัวยา Levonorgestrel (เลโวนอร์เจสเทรล) ขนาด 1.5 มิลลิกรัม กิน 1 เม็ด หรือ 0.75 มิลลิกรัม กิน 2 เม็ดห่างกัน 12 ชั่วโมง
  • ยิ่งกินเร็ว ยิ่งได้ผล — กินภายใน 24 ชั่วโมงแรกได้ผลดีที่สุด (ป้องกันได้ราว 95% ของการตั้งครรภ์ที่คาดว่าจะเกิด) แล้วประสิทธิภาพจะลดลงเรื่อยๆ จนถึง 72 ชั่วโมง หลังจากนั้นได้ผลน้อยมาก
  • ยาคุมฉุกเฉิน ไม่ใช่ยายุติการตั้งครรภ์ และใช้แทนยาคุมรายเดือนไม่ได้ — เป็นแค่ตัวช่วยฉุกเฉินตอนพลาด
  • ถ้าประจำเดือนเลื่อนเกิน 7 วัน หรือกังวลว่าจะตั้งครรภ์ ตรวจครรภ์แล้วทักปรึกษาทีมพักใจได้ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง
  • บทความนี้เหมาะกับคนที่เพิ่งพลาด กำลังกังวล หรืออยากรู้วิธีใช้ให้ถูกต้องไว้ก่อน

ยาคุมฉุกเฉินคืออะไร แล้วทำงานยังไง?

คืนที่พลาดแล้วนอนไม่หลับ คิดวนไปวนมาว่า “จะท้องไหม” — พักใจเข้าใจความรู้สึกนั้นดีค่ะ ก่อนอื่นอยากให้คุณสูดหายใจลึกๆ แล้วค่อยอ่านไปด้วยกันนะคะ

ยาคุมฉุกเฉิน (Emergency Contraceptive Pill) คือยาที่ใช้ลดโอกาสตั้งครรภ์ หลัง มีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน หรือป้องกันแล้วแต่พลาด เช่น ถุงยางรั่ว ถุงยางหลุด หรือลืมกินยาคุมรายเดือนติดต่อกันหลายเม็ด ยาที่ขายในร้านยาทั่วไทยใช้ตัวยาชื่อ Levonorgestrel (เลโวนอร์เจสเทรล) ซึ่งเป็นฮอร์โมนสังเคราะห์กลุ่มโปรเจสติน

กลไกหลักของยาคือ เลื่อนหรือยับยั้งการตกไข่ ออกไป เมื่อไม่มีไข่ตกในช่วงที่อสุจิยังมีชีวิตอยู่ การปฏิสนธิก็เกิดขึ้นได้ยาก พูดง่ายๆ คือยาเข้าไป “เลื่อนนัด” ไม่ให้ไข่กับอสุจิมาเจอกันในจังหวะเสี่ยงนั่นเองค่ะ

จุดสำคัญที่หลายคนเข้าใจผิดคือ ยาคุมฉุกเฉินจะได้ผลก็ต่อเมื่อ ยังไม่มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น ถ้าไข่ฝังตัวที่ผนังมดลูกไปแล้ว ยาตัวนี้จะไม่มีผลใดๆ กับการตั้งครรภ์ที่เกิดขึ้น นี่คือเหตุผลว่าทำไมมันถึงไม่ใช่ยายุติการตั้งครรภ์ และทำไมเรื่อง “เวลา” จึงสำคัญที่สุด

กินยังไงให้ได้ผล — “เวลา” สำคัญที่สุด

หัวใจของยาคุมฉุกเฉินมีคำเดียวค่ะ คือ เร็ว ยิ่งกินใกล้กับช่วงที่มีความเสี่ยงมากเท่าไหร่ โอกาสป้องกันก็ยิ่งสูงเท่านั้น ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และแนวทางทางการแพทย์ระบุว่า ยิ่งกินเร็วยิ่งป้องกันได้มาก โดยคิดเป็นสัดส่วนของการตั้งครรภ์ที่ป้องกันได้ดังนี้

  • ภายใน 24 ชั่วโมง แรก — ได้ผลดีที่สุด ป้องกันได้ราว 95% ของการตั้งครรภ์ที่คาดว่าจะเกิด
  • ช่วง 25–48 ชั่วโมง — ลดลงเหลือราว 85%
  • ช่วง 49–72 ชั่วโมง — ลดลงเหลือราว 58%
  • เกิน 72 ชั่วโมง — ป้องกันได้น้อยมาก (ตัวยาอาจยังพอใช้ได้ถึง 120 ชั่วโมง แต่ประสิทธิภาพต่ำลงมาก ควรปรึกษาแพทย์เรื่องทางเลือกอื่น)

ตัวเลขเหล่านี้เป็น “สัดส่วนการตั้งครรภ์ที่ป้องกันได้” ไม่ใช่การรับประกันผลนะคะ เพราะฉะนั้น ถ้ารู้ตัวว่าพลาด อย่ารอให้ถึงพรุ่งนี้เช้า กินทันทีที่ทำได้คือทางที่ดีที่สุดเสมอ

ขนาดยาที่ใช้ในไทย

ยาคุมฉุกเฉินที่ขายในร้านยาบ้านเรามี 2 รูปแบบหลัก ทั้งสองแบบให้ผลเท่ากัน ขอแค่กินให้ถูกวิธี

  • แบบ 1.5 มิลลิกรัม (เม็ดเดียว) — กินครั้งเดียวจบ สะดวกและลดโอกาสลืมกินเม็ดที่สอง
  • แบบ 0.75 มิลลิกรัม (2 เม็ด) — กินเม็ดแรกทันทีที่ทำได้ แล้วกินเม็ดที่สอง ห่างกัน 12 ชั่วโมง ห้ามลืมเม็ดที่สองเด็ดขาด เพราะจะทำให้ได้ฮอร์โมนไม่ครบ
💡 เคล็ดลับจากพักใจ: ถ้าเลือกได้ แบบเม็ดเดียวจะพลาดยากกว่า เพราะไม่ต้องตั้งเวลามากินซ้ำ แต่ถ้ามีแค่แบบ 2 เม็ด ให้ตั้งเตือนในมือถือไว้เลยนะคะ จะได้ไม่ลืมเม็ดที่สอง
ยาคุมฉุกเฉิน

ถ้าอาเจียนหลังกินยา ต้องทำยังไง?

ถ้าคุณอาเจียน ภายใน 2–3 ชั่วโมง หลังกินยา ร่างกายอาจยังดูดซึมตัวยาไม่ทัน เท่ากับว่าวันนั้นเหมือนไม่ได้กินยาเลย กรณีนี้แนะนำให้กินยาซ้ำอีก 1 เม็ดทดแทนทันที และถ้าอาเจียนง่ายมาก ลองปรึกษาเภสัชกรเรื่องยาแก้คลื่นไส้กินร่วมด้วยก็ได้ค่ะ

สิ่งที่ทำให้ยาได้ผลน้อยลง และทางเลือกที่ได้ผลกว่า

ยาคุมฉุกเฉินไม่ได้ได้ผลเท่ากันในทุกคนนะคะ มีปัจจัยที่ทำให้ประสิทธิภาพลดลง ซึ่งควรรู้ไว้

  • น้ำหนักตัวหรือค่าดัชนีมวลกาย (BMI) สูง — ตัวยาเลโวนอร์เจสเทรลได้ผลน้อยลงในคนที่มีน้ำหนักตัวมาก (BMI เกิน 30 หรือน้ำหนักตั้งแต่ราว 70–75 กิโลกรัมขึ้นไป) กลุ่มนี้แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เรื่องทางเลือกอื่น
  • ยาบางชนิดตีกับยาคุมฉุกเฉิน — เช่น ยากันชักบางตัว ยารักษาวัณโรค (Rifampicin) ยาต้านไวรัสบางชนิด และสมุนไพรฝรั่ง St. John’s Wort ทำให้ระดับยาในเลือดลดลง

ทางเลือกที่ได้ผลสูงกว่า หากกังวลเรื่องประสิทธิภาพ หรือเลย 72 ชั่วโมงมาแล้ว มี 2 ทางเลือกที่แนะนำให้ปรึกษาแพทย์

  • ห่วงอนามัยทองแดง (Copper IUD) — เป็นการคุมกำเนิดฉุกเฉินที่ได้ผลสูงที่สุด มากกว่า 99% ใส่ได้ภายใน 5 วัน และประสิทธิภาพไม่ขึ้นกับน้ำหนักตัว
  • ยา Ulipristal acetate — ออกฤทธิ์ได้นานถึง 120 ชั่วโมง (5 วัน) แต่ในไทยหาได้ยากกว่าเลโวนอร์เจสเทรล

ทั้งสองอย่างต้องทำหรือสั่งจ่ายโดยแพทย์ที่สถานพยาบาล ทักปรึกษาทีมพักใจเพื่อหาที่ใกล้บ้านได้ค่ะ

4 ความเข้าใจผิดเรื่องยาคุมฉุกเฉินที่ต้องเคลียร์

ยาคุมฉุกเฉินเป็นยาที่คนพูดถึงเยอะ แต่ก็เข้าใจผิดกันเยอะไม่แพ้กัน พักใจขอเคลียร์ทีละข้อนะคะ

1. ไม่ใช่ยายุติการตั้งครรภ์ยาคุมฉุกเฉินทำงานโดยเลื่อนการตกไข่เพื่อ “ป้องกัน” ไม่ให้เกิดการตั้งครรภ์ ถ้าตั้งครรภ์ไปแล้วยาจะไม่มีผล คนละตัวกับยายุติการตั้งครรภ์ (Mifepristone และ Misoprostol) โดยสิ้นเชิง
2. ใช้แทนยาคุมรายเดือนไม่ได้ยาคุมฉุกเฉินออกแบบมาสำหรับ “เหตุฉุกเฉิน” เท่านั้น ประสิทธิภาพต่ำกว่าการคุมกำเนิดแบบสม่ำเสมอมาก ถ้าใช้เป็นวิธีคุมกำเนิดหลัก โอกาสพลาดจะสูงและฮอร์โมนจะแกว่งจนประจำเดือนรวน
3. กินบ่อยไม่ได้ทำให้เป็นหมัน แต่ก็ไม่แนะนำความเชื่อที่ว่ากินยาคุมฉุกเฉินบ่อยแล้วเป็นหมันนั้นไม่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับ แต่การกินบ่อยจะทำให้เลือดออกกะปริดกะปรอย ประจำเดือนมาผิดปกติ และที่สำคัญคือมันป้องกันได้ไม่ดีเท่าวิธีอื่น
4. ไม่ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ยาคุมฉุกเฉินป้องกันได้แค่การตั้งครรภ์ ไม่ได้ป้องกันเชื้อเอชไอวีหรือโรคติดต่ออื่นๆ การป้องกันโรคยังต้องพึ่งถุงยางอนามัยเสมอค่ะ

ผลข้างเคียง และสัญญาณที่ต้องสังเกต

ยาคุมฉุกเฉินเป็นยาที่ค่อนข้างปลอดภัย ผลข้างเคียงส่วนใหญ่ไม่รุนแรงและหายเองได้ แต่รู้ไว้ก่อนจะได้ไม่ตกใจนะคะ

ผลข้างเคียงที่พบบ่อย

  • คลื่นไส้ (พบได้ราว 1 ใน 4 คน) ส่วนอาการอาเจียนพบน้อยกว่า ประมาณ 5–6%
  • ปวดท้องน้อย ปวดศีรษะ เวียนหัว อ่อนเพลีย
  • เจ็บคัดเต้านม
  • มีเลือดออกกะปริดกะปรอยระหว่างรอบ
  • ประจำเดือนมาเร็วหรือช้ากว่าปกติ

เรื่องประจำเดือนหลังกินยา

หลายคนกังวลมากเวลาประจำเดือนเลื่อน ขอบอกว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ปกติค่ะ ประจำเดือนอาจมาเร็วหรือช้ากว่ากำหนดไม่กี่วัน แต่ถ้า เลื่อนไปเกิน 7 วัน จากที่ควรมา แนะนำให้ตรวจการตั้งครรภ์เพื่อความมั่นใจ

เมื่อไหร่ควรตรวจครรภ์

ตรวจได้หลังจากมีความเสี่ยงประมาณ 14 วัน หรือหลังประจำเดือนขาดไป 1 สัปดาห์ ใช้ที่ตรวจครรภ์แบบปัสสาวะตรวจเองที่บ้านได้เลย

📖 ถ้าไม่มั่นใจวิธีอ่านผล อ่านได้ที่: วิธีตรวจการตั้งครรภ์ด้วยตัวเองให้แม่นยำ

💜 ดูแลใจ — กินยาคุมฉุกเฉินไม่ใช่เรื่องน่าอาย

พักใจเจอผู้หญิงหลายคนที่ไม่กล้าเดินเข้าร้านยาไปซื้อยาคุมฉุกเฉิน เพราะกลัวสายตาคนอื่น หรือรู้สึกผิดกับตัวเอง อยากบอกตรงนี้ว่า — การดูแลร่างกายและวางแผนชีวิตของตัวเองเป็นสิทธิ์ของคุณ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องรู้สึกผิดเลยนะคะ

ความพลาดเกิดขึ้นได้กับทุกคน และการที่คุณหาข้อมูลเพื่อรับมืออย่างถูกต้อง แสดงว่าคุณดูแลตัวเองได้ดีมากแล้วค่ะ

แต่ถ้าให้แนะนำในระยะยาว การพึ่งยาคุมฉุกเฉินบ่อยๆ ไม่ใช่ทางที่ดีต่อร่างกาย ลองพิจารณาวิธีคุมกำเนิดที่สม่ำเสมอและประสิทธิภาพสูงกว่า เช่น ยาคุมรายเดือน ยาฝังคุมกำเนิด หรือห่วงอนามัย ซึ่งบางวิธีมีบริการฟรีตามสิทธิอยู่ด้วย หากอยากรู้ว่าวิธีไหนเหมาะกับร่างกายและไลฟ์สไตล์ของคุณ ทักมาปรึกษาทีมพักใจได้เลยค่ะ

คำถามที่พบบ่อย

ยาคุมฉุกเฉินซื้อที่ไหนได้บ้าง?

ซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปที่มีเภสัชกรประจำ ราคาไม่แพง ไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ค่ะ

กินยาคุมฉุกเฉินแล้วยังมีเพศสัมพันธ์ต่อ ป้องกันได้ไหม?

ไม่ได้ค่ะ ยาคุมฉุกเฉินป้องกันเฉพาะความเสี่ยงครั้งที่ผ่านมาเท่านั้น ถ้ามีเพศสัมพันธ์ครั้งใหม่ ต้องป้องกันด้วยวิธีอื่น เช่น ถุงยางอนามัย

กินยาคุมฉุกเฉินตอนกำลังกินยาคุมรายเดือนได้ไหม?

ได้ค่ะ แต่หลังกินยาคุมฉุกเฉินแล้ว ให้กินยาคุมรายเดือนต่อตามปกติ และใช้ถุงยางร่วมด้วยจนจบแผง เพื่อความปลอดภัย

กินเกิน 72 ชั่วโมงไปแล้ว ยังกินได้อยู่ไหม?

ประสิทธิภาพจะลดลงมากแล้วค่ะ ถ้าเลยมานานควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเรื่องทางเลือกอื่น และวางแผนตรวจครรภ์ในภายหลัง

ยาคุมฉุกเฉินทำให้แท้งไหมถ้าเผลอกินตอนท้องอยู่แล้ว?

ไม่ค่ะ ถ้ามีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นแล้ว ยาจะไม่มีผลทั้งต่อการตั้งครรภ์และต่อทารก จึงไม่ทำให้แท้งและไม่เป็นอันตรายต่อการตั้งครรภ์ที่เกิดขึ้น

กินแล้วประจำเดือนไม่มาเลย ต้องทำยังไง?

ถ้าประจำเดือนเลื่อนเกิน 7 วัน ให้ตรวจครรภ์ก่อน ถ้าผลออกมาว่าไม่ได้ตั้งครรภ์แต่ยังไม่มาอีก แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุค่ะ

💗 ปรึกษาพักใจ — ฟรี ไม่ตัดสิน ตลอด 24 ชั่วโมง

ถ้าคุณกังวลว่าจะตั้งครรภ์ ไม่แน่ใจว่ากินยาถูกวิธีไหม หรือผลตรวจออกมาแล้วไม่รู้จะทำยังไงต่อ — คุณไม่ต้องตัดสินใจคนเดียวนะคะ ทีมพักใจพร้อมรับฟังและเก็บเป็นความลับเสมอ

💬 ทักไลน์ปรึกษาฟรี

หมายเหตุทางการแพทย์: บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่การวินิจฉัย การใช้ยาคุมฉุกเฉินทุกครั้งควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของเภสัชกรหรือแพทย์ ห้ามใช้ยาเกินความจำเป็น หากมีคำถามหรือสงสัยอาการ ปรึกษาทีมพักใจคลินิกผ่านไลน์ @pakjaiclinic ได้ตลอด 24 ชม. ข้อมูลอ้างอิงจากองค์การอนามัยโลก (WHO), คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย